ในที่สุดการประชุมผู้นำและผู้แทนประเทศจาก 21 เขตเศรษฐกิจ หรือการประชุมเอเปค 2003 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น และนับเป็นการประชุมระดับนานาชาติครั้งสำคัญอีกครั้ง ที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย ได้รูดม่านปิดฉากลงแล้วอย่างสมเกียรติสวยงาม เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ท่ามกลางความชื่นชมของผู้นำทุกประเทศในความสำเร็จอย่างงดงามของงานสำหรับภารกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการประชุมเอเปควันสุดท้ายคือ วันที่ 21 ต.ค.นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 09.30 น. โดย พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางมารอรับผู้นำและผู้แทนประเทศ 21 เขตเศรษฐกิจ ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม โดยผู้นำทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ ได้สวมใส่เสื้อสัญลักษณ์เอเปคที่รัฐบาลไทยตัดให้เป็นแบบเสื้อพระราชทาน ตัดด้วยผ้าไหมยกทองลายจกทอมือจากจังหวัดสุรินทร์ หลากสีสันที่มีการสั่งทอเป็นพิเศษสุด สำหรับการประชุมเอเปคโดยเฉพาะ โดยมีการทอเป็นลวดลายสัตว์หิมพานต์ ส่วนเสื้อของผู้นำประเทศมุสลิมทอเป็นลวดลายพันธุ์ไม้

 
 

ทุกชาติยิ้มแย้มร่วมถ่ายภาพหมู่
เมื่อนายฟาน วัน ขาย นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เดินทางมาถึงเป็นลำดับสุดท้ายแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนายกรัฐมนตรี ได้นำบรรดาผู้นำทั้งหมดไปยืนถ่ายภาพร่วมกัน ที่บริเวณห้องโถงของพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งมีภาพวาดพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศเลิกทาสเป็นฉากหลัง โดยการถ่ายภาพครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศเจ้าภาพจัด ให้ยืนถ่ายภาพตามส่วนสูงของผู้นำแต่ละคน โดยไม่ให้ยืนตามลำดับตัวอักษร เพื่อความสวยงามของภาพ โดย พ.ต.ท.ทักษิณได้ยืนอยู่แถวหน้าตรงกลาง ในฐานะเจ้าภาพ มีนางกลอเรีย มากาปากัล อาร์โรโย ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ กับนางเมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ยืนขนาบซ้ายขวา รวมทั้งนางเฮเลน คลาร์ก นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ถัดจากนั้นไปเป็นผู้นำที่มีส่วนสูงน้อยยืนอยู่ในแถวเดียวกัน ส่วนแถวหลังได้ให้ผู้นำที่มีส่วนสูงมากกว่ายืน โดยผู้นำที่สูงที่สุดคือประธานาธิบดีเม็กซิโก ซึ่งมีส่วนสูงถึง 197 ซม. ขณะที่นายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ มีส่วนสูง 190 ซม. สำหรับประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐฯ ถูกจัดให้ยืนอยู่ในแถวหลังด้วย ทั้งนี้ ผู้นำทั้งหมดมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

 
 

ประชุมทางการ 2 ชม.เสร็จสิ้น

หลังการถ่ายภาพหมู่ผู้นำเอเปค ซึ่งเป็นภาพ ประวัติศาสตร์อีกภาพหนึ่งเสร็จสิ้นลง ผู้นำทั้ง 21 คนได้แยกย้ายเข้านั่งเก้าอี้ประจำตำแหน่ง ที่มีการจัดให้นั่งแบบโต๊ะกลม โดยไม่ได้มีการเรียงตามลำดับตัวอักษร จากนั้นการประชุมเอเปคอย่างเป็นทางการได้เริ่มขึ้น โดยมีประเด็นหารือ อาทิ การต่อต้านการก่อการร้ายความมั่นคงของมนุษย์ โรคติดต่อ โครงสร้างพื้นฐานทางด้านการเงิน สังคมแห่งการเรียนรู้ และวิสาหกิจขนาดกลางกับขนาดย่อม เป็นต้น จนเวลา 12.00 น. การประชุมเสร็จสิ้นลง พ.ต.ท.ทักษิณได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ผู้นำเอเปค และในเวลา 13.00 น. ผู้นำทั้ง 21 คน ได้แถลงปฏิญญาผู้นำเอเปค หรือปฏิญญากรุงเทพฯ เสร็จแล้วนายกรัฐมนตรีไทยได้ยืนส่งผู้นำเอเปคกลับ

 
 

ฮือฮาเสื้อเอเปคแพงระยับตัวละ 9 หมื่น

สำหรับเสื้อผ้าไหมไทยสัญลักษณ์เอเปคนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ขณะที่บรรดาผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจเอเปคยิ้มร่าให้กล้อง ในชุดเสื้อผ้าไหมที่รัฐบาลไทยสั่งตัดให้เป็นพิเศษระหว่างเข้าร่วมประชุม ที่ท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อช่วงเช้าวันที่ 21 ต.ค. นั้น เสื้อที่ผู้นำเหล่านี้สวมใส่มีราคาสูงกว่ารายได้ เฉลี่ยทั้งปีของประชาชนส่วนใหญ่ ในประเทศของแต่ละคนมาก เพราะสนนราคาตกถึงตัวละ 90,000 บาท หรือ 2,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ผลิตขึ้นโดยช่างทอผ้าไหมและช่างตัดเสื้อในภาคอีสาน ภูมิภาคที่ยากจนที่สุดของไทย เสื้อมีทั้งสีเบอร์กันดี สีม่วง สีเขียวและสีน้ำเงิน พิมพ์ลวดลายรูปดอกไม้และสัตว์ แต่แลดูคล้ายกับเสื้อของชาวจีนแมนดาริน

 
 

ราคาสูงกว่ารายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทย

เอพียังรายงานด้วยว่า เสื้อผ้าไหมสัญลักษณ์เอเปคนี้ ต้องใช้คน 5 คนทำงานกับหูกทอผ้าถึง 1 เดือน จึงจะทอผ้าไหมพิเศษนี้ได้ยาว 3 เมตร ถ้าคนธรรมดาสักคนต้องการได้เสื้อแบบนี้สักตัว จะใช้เวลาดิ้นรนนานกว่านี้มากนัก คนไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถซื้อหาเสื้อแบบนี้ได้แม้แต่ตัวเดียว แม้จะทำงานทั้งปีและเก็บเงินไว้ทุกบาททุกสตางค์ เพราะรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี เท่ากับ 78,400 บาท หรือ 1,960 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งก็คล้ายๆ กับในประเทศสมาชิกเอเปคอื่นๆ เช่น ฟิลิปปินส์ จีน รัสเซีย เปรู ยิ่งในบางประเทศต้องดิ้นรนหนักกว่านี้ กว่าจะมีปัญญาครอบครองเสื้อดังกล่าว เช่น ชาวอินโดนีเซียทั่วไปต้องทำงานกว่า 3 ปี ชาวปาปัวนิวกินีต้องทำงานกว่า 4 ปี ส่วนชาวเวียดนามซึ่งมีรายได้เฉลี่ยแค่ 35 ดอลลาร์ หรือ 1,400 บาท ต้องใช้เวลากว่า 5 ปี แม้แต่ประชาชนในประเทศร่ำรวยที่สุดในเอเปค อย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ยังต้องทำงานกว่า 3 สัปดาห์

 
 

ผู้นำเปรูชมเป็นสัญลักษณ์โลกาภิวัตน์

เอพียังรายงานอีกว่า ผู้นำเอเปคส่วนใหญ่ที่ใส่เสื้อผ้าไหมพิเศษ ดูผ่อนคลายและอารมณ์ดี มีน้อยคนที่ดูอึดอัดบ้าง ขณะเดินทางมาถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม นายกฯจอห์น โฮเวิร์ด แห่งออสเตรเลีย คุยกับผู้นำคนอื่นๆ และมีคนแอบได้ยินว่าตน "แฮปปี้" กับเสื้อนี้มาก ส่วนประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐฯ ยืนกอดอกพูดคุยเปรียบเทียบเสื้อของตนกับของผู้นำอื่นๆ มีอย่างน้อย 2 ครั้ง ที่เขามองดูแขนเสื้อของตนเอง แต่ดูเหมือนบางคนลืมบอกประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินแห่งรัสเซียว่า ควรจะสวมเสื้อนี้อย่างไร เพราะท่านสวมเสื้อทับเนกไทและเสื้อเชิ้ตข้างในอีกตัว จนไม่สามารถติดกระดุมเสื้อผ้าไหมไทยเม็ดบนสุดได้ จึงดูพองๆ ยับย่นพิกล ขณะที่ก้าวเข้าสู่ท้องพระโรง ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ทำให้ผู้ที่เห็นชี้ไม้ชี้มือและหัวเราะกันเกรียว ด้านประธานาธิบดีอเลฮานโดร โตเลโด แห่งเปรู ซึ่งสวมเสื้ออย่างถูกต้องกล่าวว่า ไม่เพียงเสื้อจะใส่สบาย แต่ยังเป็น "บทเรียน" ให้ทั้งโลกด้วย "ผมชอบมันมาก ผมคิดว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของโลกาภิวัตน์ เป็นสัญลักษณ์ของความจำเป็น ที่จะต้องรวมเอาความทันสมัย การพัฒนาเทคโนโลยีและรักษาความมีเอกลักษณ์ ทางวัฒนธรรมของตัวเองไว้ด้วยกัน ผมคิดว่านี่คือการท้าทายของสังคมยุคใหม่ เราสามารถพูดกันถึงโลกที่ไร้พรมแดน หรือยุคดิจิตอล แต่ที่สุดแล้วเราคือส่วนหนึ่งของมรดกโลกของเรา" นายโตเลโดกล่าว

 
 

ประชุมสำเร็จได้เพราะพระบารมี

ต่อมาช่วงบ่าย ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมเอเปคในช่วง 2 วันที่ผ่านมาว่า ความสำเร็จส่วนใหญ่ เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้นำเรือออกมาแสดงในกระบวนพยุหยาตราชลมารค พระราชทานให้ใช้พระที่นั่งอนันตสมาคมและพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ผู้นำทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจเข้าเฝ้าฯ รวมทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำ 3 ประเทศ สำคัญเป็นพระราชอาคันตุกะ ทำให้การจัดงานครั้งนี้เป็นที่ยอมรับและเป็นที่ประทับใจของผู้นำต่างประเทศจำนวนมาก ขณะที่สาระของการประชุมก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศและภูมิภาค และยังมีการประชุมพบปะนอกรอบ ระหว่างผู้นำทำให้เกิดประโยชน์ต่อการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ และความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจเกิดประโยชน์ต่อความมั่นคง สันติภาพ มากมายหลายเรื่อง

 
 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์

Comment

Comment:

Tweet