เสื้อผ้าแบรนด์ไทย เผยโฉมสู่ตลาดโลก

โดย บิสิเนสไทย [24-11-2001]
เสื้อ ผ้าที่เป็นแบรนด์ของเมืองไทยกำลังพยายามสร้างชื่อที่ตลาดต่างประเทศและกำลัง หาช่องทางใหม่ในการระบายสินค้าให้ธุรกิจ หวังพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสพยุงผลประกอบการธุรกิจเสื้อผ้าที่ไม่ฟื้นตัวนับ จากยุคไอเอ็มเอฟ

โฉมใหม่เอาท์เล็ต มอลล์ ก้าวหน้า ?

กลุ่มพีน่า เฮ้าส์เปิดตัว เอาท์เล็ต มอลล์ เมืองพัทยา หากประสบความสำเร็จจะให้เป็นต้นแบบในการขยายไปยังเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ โดยกำหนดภูเก็ตเป็นสาขาถัดไป

นายสุพจน์ ตันติจิรสกุล ประธานกรรมการ กลุ่มพีน่า เฮ้าส์ กล่าวว่า คอนเซ็ปท์ของเอาท์เล็ต มอลล์ที่กำลังจะ เปิดตัวในเดือนธันวาคม 2544 นี้ ก็คือเป็นตู้โชว์สินค้าใบใหญ่ ที่รวมของช็อบ เครื่องแต่งกายแบรนด์ไทยและที่เป็นไลเซ่นส์แบรนด์นอกแต่ผลิตในประเทศไทย กว่า 20 แบรนด์ อาทิ พีน่าเฮ้าส์, ไอเท็ม, ยูโฟ, เท็นแอนด์โค, เอทูแซด, อาดิดาส, ปิแอร์ การ์แดงส์ ฯลฯ

สัดส่วนของสินค้าที่จำหน่ายภายในเอาท์เล็ต มอลล์ แบ่งเป็น เสื้อผ้า 60% กระเป๋าและรองเท้า 15% อาหาร 15% ของที่ระลึกและอื่น ๆ อีก 10% เป็นสินค้าตกรุ่นจำหน่ายในราคาถูกที่เรียกว่าราคาโรงงานซึ่งลดจากราคาขาย ปกติ 30%

ธุรกิจเสื้อผ้าไทยปัจจุบันต้องการจำนวนช่องทางในการ ระบายสินค้ามากยิ่งขึ้น นายสุพจน์ คาดการณ์ว่า เอาท์เล็ต มอลล์ จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยระบายสินค้าให้ผู้ผลิตในจำนวนมาก และยังสามารถทำเป็นช่องทางในการทำโฮลเซลล์ โดยไม่ต้องแข่งขันลดราคาและทำให้เสียคุณค่าของแบรนด์

เอาท์เล็ต มอลล์ มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวชาวเอเชียและลูกค้าชาวไทย 50: 50 ทำเลหลักของเอาท์เล็ตจึงหนีไม่พ้นเมืองท่องเที่ยวใหญ่ อย่างเช่น พัทยา และภูเก็ตซึ่งจะเป็นสาขาที่สอง นายสุพจน์ให้เหตุผลว่า เอาท์เล็ตประเภทนี้หัวใจสำคัญ คือ ต้องลงทุนต่ำจึงไม่ควรอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งมีการแข่งขันและใช้เงินลงทุนสูง

“ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของไทย ทั้งอุตสาหกรรม จาก 30 ปีที่ผ่านมาที่เป็นยุคของห้างสรรพสินค้า เปลี่ยนเป็นศูนย์การค้า จน 5 ปีที่ผ่านมาก็เป็นยุคของดิสเคาท์สโตร์ หรือซุปเปอร์สโตร์ หลังจากนั้นแคททากอรี่ คิลเลอร์ก็เติบโตขึ้นยกตัวอย่างพาวเวอร์บายของกลุ่มเซ็นทรัล ผมมองว่าจากนี้ไปช็อปปิ้ง มอลล์จะเป็นทิศทางในอนาคตของอุตสากรรมเสื้อผ้าไทย”

เอาท์เล็ต มอลล์ มีทุนจดทะเบียน 250 ล้านบาท พีน่า เฮ้าส์ เป็นผู้ถือหุ้น 20% และได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บริหารโครงการ ซึ่งนายสุพจน์ตั้งเป้าหมายให้โครงการคุ้มทุนในเวลา 5 ปี โดยหวังผลจากช่วงเวลาในการเปิดตัวในช่วงไฮซีซั่นและพฤติกรรมการซื้อของถูก ของผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

เกร์ยฮาวด์ ขายแฟรนไชส์

นายภาณุ อิงคะวัต ผู้อำนวยการ บริษัท เกร์ยฮาวด์ คัมปานี จำกัด กล่าวว่า บริษัทพยายามผลักดันธุรกิจที่มีเจ้าของเป็นคนไทย 100% ก้าวเข้าสู่ตลาดนานาชาติมากยิ่งขึ้น ซึ่งล่าสุด ร้านเกร์ยฮาว์ดได้ปรับธุรกิจเป็นแฟรนไชส์ และมีลูกค้าต่างชาติสนใจซื้อแฟรนไชส์ไปลงทุนยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้เริ่มเปิดเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ในบริเวณพื้นที่ที่เรียกว่า“บังซา” (Bangsa) ศูนย์รวมแฟชั่นที่ทันสมัย รวมทั้งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญของมาเลเซีย หลังจากนั้นในปีหน้าเกร์ยฮาวด์จะเปิดอีก 1 สาขา ในตึกแฝด (Twin Tower)

นอกจากนี้ ยังมีลูกค้าจากสิงคโปร์ สนใจซื้อแฟรนไชส์เกร์ยฮาวด์ ซึ่งจะเปิดในปีหน้าเช่นกัน และยังมีลูกค้าจากประเทศคูเวต นำสินค้าไปจำหน่ายเป็นลักษณะ โฮลเซล ซึ่งได้มีการจำหน่ายสินค้าไปยังตลาดดูไบ และเลบานอนด้วยการซื้อแฟรนไชส์

การขายแฟรนไชส์ดังกล่าวเป็นการตกลงซื้อสินค้าตาม คอลเลคชั่นของเกร์ยฮาวด์ ส่วนคอนเซ็ปต์ของร้านบริษัทฯแม่ในเมืองไทยจะทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล ซึ่งร้านทั้ง 3 แห่ง สำหรับร้านทั้ง 3 แห่ง เป็นร้านลักษณะ Concept Store คือ ร้านเสื้อผ้าและมีร้านอาหารอยู่ติดกัน อย่างเต็มรูปแบบ

“เราพยายามที่จะนำแบรนด์ไทย ออกสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่ายากมาก โดยเฉพาะตลาดยุโรป ซึ่งเป็นไปได้ว่า หากมีพาร์ทเนอร์จากต่างประเทศรายใดเห็นถึงความเป็นไปได้ ประกอบกับศักยภาพของสินค้า และแบรนด์เนมเกร์ยฮาวด์ เกร์ยฮาวด์ก็พร้อมที่จะไป”

ต้องติดตลาดไทยก่อนไปนอก

นายสมบูรณ์ เจือเสถียรรัตนะ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจเสื้อผ้าไทยหันมาสร้างแบรนด์ กันมากซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดี อย่างไรก็ตามอยากให้นักธุรกิจมองถึงคำว่า “คันทรี่ อิมเมจ” ด้วย เพราะสินค้าไทยไม่เคยมียี่ห้อใดที่ใช้ชื่อเป็นภาษาไทยและเปิดเผยตัวเองว่า เป็นสินค้าเมดอินไทยแลดน์อย่างจริงจัง

ดังนั้นก่อนที่แบรนด์ไทยจะมุ่งสร้างตลาดต่างประเทศควร ที่จะสร้างตลาดในประเทศให้ติดปากคนไทยให้ได้เสียก่อน เพราะจะเป็นฐานสำคัญที่จะสร้างความยอมรับของตลาดเมืองนอกได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญของการทำตลาดต่างประเทศคือ 1. มีแบรนด์ต่างประเทศเป็นร้อยเป็นพันแบรนด์ที่เป็นเจ้าตลาดอยู่แล้ว 2. มีความแตกต่างด้านภูมิประเทศและวัฒนธรรม และ 3. วัตถุดิบที่นำมาตัดเย็บเสื้อผ้ายังต้องนำเข้าเพราะไม่สามารถผลิตได้เองในประ เท

edit @ 19 Sep 2008 22:00:23 by Slik Gang

edit @ 19 Sep 2008 22:00:38 by Slik Gang

edit @ 19 Sep 2008 22:03:05 by Slik Gang

Comment

Comment:

Tweet