เริ่มตั้งหลักการเดินทางกันที่บริเวณหลังสถานีรถไฟจังหวัดสุรินทร์ บ่ายหน้าไปตามเส้นทางเลาะทางรถไฟทางด้านทิศตะวันออกประมาณ 400 เมตร เลี้ยวซ้ายข้ามทางรถไฟมุ่งหน้าสู่ถนนสายสุรินทร์ท่าสว่างเมืองลิง เส้นทางนี้จะสามารถทะลุออกสู่สนามบินสตึกซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ได้ จากตัวเมืองจังหวัดสุรินทร์บริเวณหลังสถานีรถไฟดังกล่าวเข้าไปประมาณ 8 กิโลเมตร ก็จะถึงบ้านท่าสว่าง ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง ตลอดสองข้างทางพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นแปลงปลูกข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ และข้าวส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวสายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อของไทย ณ เวลานี้กำลังแตกกอชูคอเตรียมออกรวงมาให้เก็บเกี่ยวกันโดยทั่วถ้วน

 
 

             มองเห็นต้นข้าวเหล่านั้นแล้วทำให้เข้าใจได้ว่า เกษตรกรในพื้นที่คงจะต้องใช้เวลามากพอสมควรกับการจัดการและดูแลแปลง ปลูกของตนเอง เพราะก่อนหน้านี้ในพื้นที่ค่อนข้างจะขาดน้ำสำหรับการบำรุงต้นของข้าว แต่มาตอนนี้เริ่มมีน้ำซึ่งก็เป็นน้ำจากฟากฟ้าตกลงมาให้ได้ใช้เพื่อการนี้ ต้นข้าวจึงเจริญเติบโตดีขึ้นดั่งที่ได้ยลของผู้คนทั่วไป เข้าสู่พื้นที่บ้านท่าสว่างนอกจากจะได้พบกับบรรยากาศของท้องทุ่งดินแดนแห่งทุ่งรวงทองแล้วอีกรายการที่ไม่ควรพลาดนั้น ก็คือ แหล่งผลิตผ้าไหมเอกลักษณ์จำเพาะของท้องถิ่นที่ค้อนข้างจะแตกต่างจากผ้าไหมถิ่น อื่น ๆ ของเมืองไทย ที่ว่าแตกต่างนั้นเนื่องจากว่าพื้นที่แห่งนี้จะทอผ้าด้วยไหมที่มีนามเรียกขานกันภายในพื้นที่ว่า ไหมน้อย ไหมน้อยนี้จะแตกต่างจากไหมทั่วไปในถิ่นอื่นของประเทศก็ตรงที่มีความละเอียดในเส้นไหมขณะเดียวกันเส้นก็เล้กและ สามารถนำมาจัดทอร้อยถักตามความต้องการในลวดลายที่ให้ความรู้สึกและแนวคิดที่แตกต่างออกไปอย่างได้อรรถรสของจินตนาการบนผืนผ้าทีเดียว

 
 

                ลวดลายอันสวยงามตามจินตนาการที่ได้บรรจงสรรค์สร้างขึ้นมาของนักคิดที่มีเส้นไหมเป็นวัตถุดิบได้นำมาซึ่งสารพัดความหมายทั้งที่เคยเห็นและไม่เคยเห็นของผู้คนทั่วไป จากเหตุผลตรงนี้ ผลผลิตผ้าไหมจากพื้นที่ภายใต้อาคารที่สร้างขึ้นมาเพื่อการทำงานและผสมกลมกลืนกับธรรมชาติของพื้นที่ทั้งเพื่อการใช้งานและบรรยากาศรอบข้างว่า บ้านเรือนไทย วันนี้ได้รับการยอมรับให้กระโดดเข้ามา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของชาติไทยสำหรับการนำวัตถุดิบในนามของผ้าไหมไทยไปตัดเป็นเสื้อให้กับผู้นำประเทศที่เดินทางมาประชุมเอเปคในไทยครั้งนี้ พร้อมกันนั้นในส่วนของภรรยาของคณะผู้นำทุกประเทศก็จะได้รับผ้าคลุมไหล่สำหรับใช้ในนามของที่ระลึกจากไทยอีกด้วย

 
                นับเป็นความน่าภาคภูมิใจสำหรับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์เป็นยิ่งนักที่นอกเหนือจะมีความยิ่งใหญ่ในเรื่องของสัตว์อันโด่งดังไปทั่วโลกอย่างช้างแล้ว มาวันนี้ก็มีผ้าไหมจากเส้นใยของไหมน้อยที่ว่ากันว่ามีเพียงแห่งเดียวของประเทศไทยในขณะนี้ได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของชาติไทยในนามของเอกลักษณ์แห่งอาภรณ์ประดับกายที่ยากแก่การสรรหาวัตถุดิบใดที่มีพื้นฐานมาจากธรรมชาติเข้ามาเทียบเสมอเหมือนได้ มีโอกาสเดินทางไปสุรินทร์ก็ลองจัดตารางเวลาสำหรับพื้นที่แห่งนี้สักนิดหนึ่งแล้วท่านจะเข้าใจได้อย่างทันทีว่า หากเดินทางเข้ามา รับรองได้ว่าเงินที่ใช้ไปบริเวณชายแดนไทยเขมรนั้นจะไม่มีวันออกจากกระเป๋าท่านอย่างแน่นอนหากเดินทางเข้ามายังศูนย์ผ้าไหม 1400 ตะกอ ณ บ้านเรือนไทย ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ แห่งนี้ก่อนนะครับ.

 
  ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์

edit @ 19 Sep 2008 17:50:20 by Big

edit @ 19 Sep 2008 17:57:35 by Big

Comment

Comment:

Tweet